มะคาเดเมียพืชเมืองหนาวตระกูลถั่วที่แพงที่สุดในโลก
มะคาเดเมีย ปัจจุบันพันธุ์มะคาเดเมียที่ให้ผลผลิตมีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานสากลและเหมาะสมสำหรับปลูกในประเทศไทย พันธุ์เชียงใหม่ 400 (HAES 660) เป็นพันธุ์เบา ออกดอกดก ใช้ปลูกร่วมกับพันธุ์อื่น เพื่อช่วยผสมเกสร ข้อเสียคือขนาดเมล็ดเล็กกว่าพันธุ์อื่น ผลผลิตเมล็ดทั้งกะลาต่อต้น(อายุ 11 ปี) 11-17 กิโลกรัม เจริบเติบโตได้ดีในพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล 700 เมตร ขึ้นไป ถ้าพื้นที่ต่ำ 400-600 เมตร ควรอยู่เหนือเส้นละติจูด 19.8 องศาเหนือ พันธุ์เชียงใหม่ 700 (HAES 741) ผลขนาดค่อนช้างใหญ่ เนื้อในน้ำหนักมาก สีขาวสวย เจริญเติบโตดี ให้ผลผลิตสูง และมีคุณภาพดีในพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล 700 เมตร ขึ้นไป ผลผลิตเมล็ดทั้งกะลาต่อต้น (อายุ 11 ปี) 13-21 กิโลกรัม พันธุ์เชียงใหม่ 1000 (HAES 508) ผลขนาดปานกลาง เนื้อในมีคุณภาพยอดเยี่ยม รูปร่าง และสีสวย เจริญเติบโตดี และให้ผลผลิตสูงที่ระดับความสูง 1000 เมตร ขึ้นไป ผลผลิตเมล็ดทั้งกะลาต่อต้น (อายุ 11 ปี) 21-33 กิโลกรัม 1.2 การคัดเลือกพันธุ์และขยายพันธุ์ เป็นต้นพันธุ์ที่ได้จากการทาบกิ่ง หรือเสียบยอด หรือติดตา มีระบบรากดีความสูง 60 เซนติเมตรถึง 1 เมตร หรืออายุต้นกล้าไม่เกิน 2 ปี ไม่ควรใช้ต้นพันธุ์ที่มาจากการเพาะเมล็ด เนื่องจากมีโอกาสกลายพันธุ์สูง 2. การจัดการเพื่อเสริมความสมบูรณ์แข็งแรงของต้นและผลผลิต 2.1 พื้นที่ปลูก พื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกคือพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล 700 เมตรขึ้นไป แต่ถ้าอยู่เหนือเส้นละติจูด 19.8 องศาเหนือ ปลูกได้ในที่สูงจากระดับน้ำทะเล 400 เมตร ขึ้นไป ไม่มีลมพัดแรงและไม่มีน้ำท่วมขัง ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปีอย่างน้อย 1,000 มิลลิเมตร หรืออยู่ใกล้แหล่งน้ำ ดินร่วนทราย ระบายน้ำดี อินทรีย์วัตถุสูง ความเป็นกรดเป็นด่างระหว่าง 5.5-6.5 อุณหภูมิ 10-30 องศาเซลเซียส ช่วงฤดูหนาวมีอุณหภูมิ 18-20 องศาเซลเซียสลงมา นานประมาณ 1 เดือน เพื่อกระตุ้นในการออกดอก พื้นที่ปลูกควรอยู่ใกล้แหล่งรับซื้อ
![]() |
|
![]() |
![]() |
แมคคาเดเมีย ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ไม่มีคลอเลสเตอรอล สกัดทำเครื่องสำอางได้
แมคคาเดเมียไม้ยืนต้นที่มีถิ่นกำเนิดแถบประเทศออสเตรเลีย ถึงแม้ว่าจะมีอยู่ด้วยกัน 10 ชนิด แต่ที่สามารถบริโภคได้มีแค่ 2 ชนิดเท่านั้น เป็นพืชที่ปลูกได้ในอุณหภูมิระหว่าง 9 องศาเซลเซียส และสูงสุดไม่เกิน 32 องศาเซลเซียส ต้องการน้ำและดินที่อุดมสมบูรณ์ ร่วนซุย ระน้ำได้ดี พบว่าปลูกได้ผลดีที่ดอยมูเซอ จังหวัดตาก เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ และ ภูเรือ จังหวัดเลย แมคคาเดเมียยังเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ เป็นการสร้างอาชีพให้ชาวเขาอย่างยั่งยืน เพราะกว่าจะให้ผลิตจำหน่ายได้ครั้งแรกใช้เวลาประมาณ 7-10 ปี แต่อายุยืนถึง 100 ปี อีกทั้งยังเป็นการพลิกฟื้นผืนป่าให้สมบูรณ์คืนมาอีกครั้ง
เมล็ดแมคคาเดเมียมีประโยชน์หลายอย่าง กรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงจึงช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้ ไม่มีคลอเลสเตอรอล ยังสามารถสกัดน้ำมันเพื่อใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางได้ ช่วยเพิ่มความนุ่มชุ่มชื้นและความลื่นแก่ผิว นอกจากนั้นเปลือกของเมล็ดยังสามารถนำมาเผาเป็นถ่านช่วยดูดกลิ่นและจับอนุมูลอิสระได้ดีอีกด้วย เมื่อไม่นานมานี้ รศ.ดร. จิตต์ลัดดา ศักดาภิพาณิชย์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล และทีมงานได้คิดค้นถ่านเพื่อสุขภาพจากแมคคาเดเมียซึ่งมีกรรมวิธีการผลิตที่แตกต่างจากการผลิตถ่านทั่วไป โดยเริ่มเผาเปลือกแมคคาเดเมียที่อุณหภูมิต่ำนาน 4 ชั่วโมง และค่อยๆ เพิ่มความร้อนขึ้นจนถึง 1,000 องศาเซลเซียส นาน 1 วัน ด้วยกรรมวิธีนี้ทำให้ขจัดความชื้นและสารอินทรีย์ต่างๆ ออกได้หมดจึงคงเหลือไว้แต่ธาตุคาร์บอนและแร่ธาตุเท่านั้น
ถ่านแมคคาเดเมียที่ได้จากการเผาด้วยกรรมวิธีนี้จะให้ประโยชน์หลายอย่าง ซึ่งนอกจากการดูดกลิ่นอับชื้นและสารพิษต่างๆ แล้ว ยังสามารถใช้ทำน้ำแร่สำหรับดื่มได้ด้วย เพราะประกอบไปด้วยแร่ธาตุเหมือนน้ำแร่ธรรมชาติ อีกทั้งถ่านชนิดนี้สามารถสร้างประจุลบและปล่อยรังสีอินฟราเรดยาว ช่วยป้องกันคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากทีวี คอมพิวเตอร์ และไมโครเวฟ นอกจากนี้รังสีอินฟราเรดยาวที่ค่อยๆ แผ่ออกมา เมื่อนำมาวางใกล้ตัวจะกระตุ้นการทำงานของระบบหมุนเวียนโลหิตทำให้ร่างกายอบอุ่น ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น นอนหลับง่าย
ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์จากถ่านแมคคาเดเมียที่ทางทีมวิจัยได้จัดจำหน่าย เช่น ผ้าคลุมไหล่ ผลิตจากผ้าไหมและเส้นใยถ่านแมคคาเดเมีย สนับข้อเท้าเพื่อสุขภาพ สบู่เหลว เป็นต้น จากเปลือกที่เคยเป็นของทิ้ง ถูกนำไปเผาเป็นแค่ถ่านธรรมดา เมื่อมีการศึกษาวิจัยทำให้เกิดมูลค่ากลายเป็นถ่านที่มีประโยชน์หลากหลาย และในอนาคตจะมีการนำมาพัฒนาถึงขั้นทำเป็นถุงเท้าเพื่อใช้รักษาโรคต่อไป สนใจสามารถสอบถามได้ที่ โทร. 02-849-6055
ที่มา : http://www.thaihealth.or.th



